เริ่มต้นกับเรา เรา ให้คุณเข้าร่วมกับธุรกิจที่น่าทำที่สุดในขณะนี้ ธุรกิจอิสระ พรีมา ไลฟ์ ไทม์ “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต” คือ เวลาที่สามารถเปิดใจคนได้ เรา ไม่สอนให้คุณงมงายกับคำโฆษณาชวนเชื่อ แต่ เราสอนให้ทีมงานรู้จักระบบการทำงานที่ถูกต้อง เรา จะเดินหน้าไปพร้อมกันสู่เป้าหมายชัดเจนร่วมกัน
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ตอบคำถามจับใจพ่อแม่ “ลูกโต ตามเกณฑ์ไหม”
“ลูกฉันโตตามเกณฑ์ปกติหรือเปล่า” ประโยคจับหัวจิตหัวใจและวนเวียนแทบทุกลมหายใจของพ่อแม่โดยเฉพาะมือใหม่ เรียกว่าคำถามตามสัญชาติญาณความเป็นพ่อแม่คงไม่ผิดนัก.
ตัวโต ตัวเล็ก มีเหตุจากอะไรบ้าง
ตอนแรกเกิด : ขนาดตัวตอนแรกเกิดของทารกจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเป็นบางส่วน ลูกคนโตมักตัวเล็กกว่าลูกคนต่อๆ ไป เพราะแม่ท้องแรกมีมดลูกที่เล็กและคับแคบกว่า เด็กผู้ชายจะตัวโตกว่าเด็กผู้หญิง และเด็กแฝด
ทั้งชายและหญิงจะตัวเล็กกว่าปกติ
ตอนแรกเกิด : ขนาดตัวตอนแรกเกิดของทารกจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเป็นบางส่วน ลูกคนโตมักตัวเล็กกว่าลูกคนต่อๆ ไป เพราะแม่ท้องแรกมีมดลูกที่เล็กและคับแคบกว่า เด็กผู้ชายจะตัวโตกว่าเด็กผู้หญิง และเด็กแฝด
ทั้งชายและหญิงจะตัวเล็กกว่าปกติ
ปัจจัยแวดล้อมที่อาจมีผลต่อขนาดตัวของเด็กแรกเกิด
- น้ำหนักตัวของแม่ แม่ที่น้ำหนักตัวมากๆ มักมีลูกตัวโตกว่าแม่ที่มีน้ำหนักตัวน้อย
- น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ แม่ที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยมากๆ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ 4 - 5 กิโลกรัม
ลูกมักออกมาตัวเล็กกว่า - แม่สูบบุหรี่หรือบริโภคกาเฟอีนเยอะหรือเปล่า ทั้งสองปัจจัยอาจส่งผลให้เด็กในครรภ์เติบโตได้ไม่เต็มที่
- แม่เป็นโรคเรื้อรังหรือไม่ เช่น แม่ที่เป็นเบาหวานมักมีลูกตัวโตมาก
สองขวบปีแรก
การเจริญเติบโตของเด็กทารกขึ้นอยู่กับ ขนาดตัวตอนแรกเกิดและลักษณะทางพันธุกรรม ประกอบกับช่วงสองขวบปีแรกนี้มีข้อสังเกตว่า เด็กแรกเกิดตัวเล็กที่จะเติบโตขึ้นเป็นเด็กตัวโต เขาจะโตเร็วกว่าเด็กแรกเกิด
ตัวโตที่จะเติบโตขึ้นเป็นเด็กตัวเล็ก
เช่น น้องแม็คลูกชายของแม่มุก ตอนแรกเกิดตัวยาว 57.5 เซนติเมตร (โดยทั่วไปเด็กแรกเกิดตัวยาวเฉลี่ยแค่ 50 เซนติเมตร) ดูตอนนั้นเขาน่าจะเติบโตขึ้นเป็นเด็กตัวโต คุณหมอเด็กก็ยังพูดเล่นว่า แม็คอาจสูงถึง 7 ฟุต (ประมาณ 210 เซนติเมตร) เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
“แต่ถ้าดูตามความสูงของดิฉันกับสามี คุณหมอก็ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้หรอกค่ะ” แม่มุกบอก แล้วก็เป็นไปตามคาด พอเจ้าแม็คอายุ 3 ขวบ เขาก็โตช้าลงและสูงอยู่ในระดับเฉลี่ยตามวัย
การเจริญเติบโตของเด็กทารกขึ้นอยู่กับ ขนาดตัวตอนแรกเกิดและลักษณะทางพันธุกรรม ประกอบกับช่วงสองขวบปีแรกนี้มีข้อสังเกตว่า เด็กแรกเกิดตัวเล็กที่จะเติบโตขึ้นเป็นเด็กตัวโต เขาจะโตเร็วกว่าเด็กแรกเกิด
ตัวโตที่จะเติบโตขึ้นเป็นเด็กตัวเล็ก
เช่น น้องแม็คลูกชายของแม่มุก ตอนแรกเกิดตัวยาว 57.5 เซนติเมตร (โดยทั่วไปเด็กแรกเกิดตัวยาวเฉลี่ยแค่ 50 เซนติเมตร) ดูตอนนั้นเขาน่าจะเติบโตขึ้นเป็นเด็กตัวโต คุณหมอเด็กก็ยังพูดเล่นว่า แม็คอาจสูงถึง 7 ฟุต (ประมาณ 210 เซนติเมตร) เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
“แต่ถ้าดูตามความสูงของดิฉันกับสามี คุณหมอก็ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้หรอกค่ะ” แม่มุกบอก แล้วก็เป็นไปตามคาด พอเจ้าแม็คอายุ 3 ขวบ เขาก็โตช้าลงและสูงอยู่ในระดับเฉลี่ยตามวัย
ช่วงวัยเด็ก
ทั้งน้ำหนักตัวและความสูงจะเพิ่มขึ้นในเวลาอันกระชั้นชิด จนดูเหมือนโตแบบพรวดพราด ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไมบางครั้งเด็กๆ ถึงได้ดูเจ้าเนื้อในเดือนหนึ่ง ต่อมาอีกเดือนหนึ่งกลับดูไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังเสียแล้ว
ถึงตรงนี้เรากำลังพูดว่า เด็กจะมีช่วงเวลาของการเจริญเติบโตตามวัย และการเติบโตแบบพรวดพราด ซึ่งระยะเวลาของการเจริญเติบโตทั้งสองอย่างนี้จะยาวนานแค่ไหนก็ต่างกันไปในเด็กแต่ละคน และช่วงของการเติบโตแบบพรวดพราดแต่ละช่วงของเด็กคนเดียวกันก็ต่างกันด้วย
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเราจะเห็นการเติบโตของเด็กในช่วงเวลาสั้นมากๆ เช่น เราจะเห็นเด็ก 10 ขวบ โตไวจนสวมกางเกงไซส์เดิมไม่ได้ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ด้วยซ้ำ
ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กโตแบบพรวดพราดในเดือนหนึ่ง และหยุดโตในอีกเดือนคืออะไร
แต่คุณหมอโจเซฟ ไจแกนเต รองศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ ประจำโรงพยาบาลเด็กแวนเดอร์บิลต์
ในแนชวิลล์ กล่าวว่า "แม้เราจะไม่มีคำอธิบายที่ดีสำหรับเรื่องนี้ แต่เด็กๆ ก็ดูเหมือนจะโตไวที่สุดในช่วงฤดูร้อนและช้าที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง”
นอกจากนี้คุณหมอทั้งหลายก็รู้ว่า ตัวกระตุ้นการเติบโตของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มแรกคือฮอร์โมนที่มีผลต่อการ
เจริญเติบโตของมนุษย์ (Human growth hormone) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นมาตลอดทั้งวัน จะถูกขับออกมาในช่วงนอนหลับเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมจึงจำเป็นต้องให้เด็กๆ ได้นอนหลับตามความต้องการอย่างเต็มที่ตลอดช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว
ทั้งน้ำหนักตัวและความสูงจะเพิ่มขึ้นในเวลาอันกระชั้นชิด จนดูเหมือนโตแบบพรวดพราด ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไมบางครั้งเด็กๆ ถึงได้ดูเจ้าเนื้อในเดือนหนึ่ง ต่อมาอีกเดือนหนึ่งกลับดูไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังเสียแล้ว
ถึงตรงนี้เรากำลังพูดว่า เด็กจะมีช่วงเวลาของการเจริญเติบโตตามวัย และการเติบโตแบบพรวดพราด ซึ่งระยะเวลาของการเจริญเติบโตทั้งสองอย่างนี้จะยาวนานแค่ไหนก็ต่างกันไปในเด็กแต่ละคน และช่วงของการเติบโตแบบพรวดพราดแต่ละช่วงของเด็กคนเดียวกันก็ต่างกันด้วย
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเราจะเห็นการเติบโตของเด็กในช่วงเวลาสั้นมากๆ เช่น เราจะเห็นเด็ก 10 ขวบ โตไวจนสวมกางเกงไซส์เดิมไม่ได้ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ด้วยซ้ำ
ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กโตแบบพรวดพราดในเดือนหนึ่ง และหยุดโตในอีกเดือนคืออะไร
แต่คุณหมอโจเซฟ ไจแกนเต รองศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ ประจำโรงพยาบาลเด็กแวนเดอร์บิลต์
ในแนชวิลล์ กล่าวว่า "แม้เราจะไม่มีคำอธิบายที่ดีสำหรับเรื่องนี้ แต่เด็กๆ ก็ดูเหมือนจะโตไวที่สุดในช่วงฤดูร้อนและช้าที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง”
นอกจากนี้คุณหมอทั้งหลายก็รู้ว่า ตัวกระตุ้นการเติบโตของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มแรกคือฮอร์โมนที่มีผลต่อการ
เจริญเติบโตของมนุษย์ (Human growth hormone) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นมาตลอดทั้งวัน จะถูกขับออกมาในช่วงนอนหลับเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมจึงจำเป็นต้องให้เด็กๆ ได้นอนหลับตามความต้องการอย่างเต็มที่ตลอดช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว
ช่วงวัยรุ่น
ช่วงก่อนวัยรุ่นและวัยรุ่นจะเป็นช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด โดยเด็กผู้หญิงจะเริ่มโตแบบพรวดพราดตอนอายุ 10 - 11 ขวบ และการเติบโตตามวัยจะดำเนินต่อไปจนถึงอายุราว 15 ปี
ส่วนเด็กผู้ชาย การเจริญเติบโตแบบพรวดพราดจะเริ่มช้ากว่าเด็กหญิงประมาณสองปี และการเติบโตตามวัยจะดำเนินต่อไปจนถึงอายุราว 17 ปี
โดยปกติแล้ว เด็กผู้หญิงจะหยุดโตหลังจากมีรอบเดือนครั้งแรกราวสามปี แต่เด็กผู้ชายจะโตไปเรื่อยๆตลอดช่วงวัยรุ่น
ช่วงก่อนวัยรุ่นและวัยรุ่นจะเป็นช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด โดยเด็กผู้หญิงจะเริ่มโตแบบพรวดพราดตอนอายุ 10 - 11 ขวบ และการเติบโตตามวัยจะดำเนินต่อไปจนถึงอายุราว 15 ปี
ส่วนเด็กผู้ชาย การเจริญเติบโตแบบพรวดพราดจะเริ่มช้ากว่าเด็กหญิงประมาณสองปี และการเติบโตตามวัยจะดำเนินต่อไปจนถึงอายุราว 17 ปี
โดยปกติแล้ว เด็กผู้หญิงจะหยุดโตหลังจากมีรอบเดือนครั้งแรกราวสามปี แต่เด็กผู้ชายจะโตไปเรื่อยๆตลอดช่วงวัยรุ่น
ติดตามการเติบโตของเด็กๆ
กราฟการเจริญเติบโต เครื่องมือที่คุณหมอใช้ประเมินให้แน่ใจว่าเด็กๆ เติบโตเป็นปกติ แต่เดิมจนมาถึงปี ค.ศ. 2002 จะยึดตามค่าเฉลี่ยของเด็กคอเคเซียน (ผิวขาว) ซึ่งเลี้ยงด้วยนมผสมเพียงกลุ่มเดียว แต่เนื่องจากทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ รวมถึงทารกฮิสปานิก (อเมริกันเชื้อสายสเปน) และเด็กเชื้อสายเอเชียน - อเมริกัน มักจะตัวเล็กกว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสม ดังนั้นปัจจุบันค่าเฉลี่ยของกราฟการเจริญเติบโต จึงได้มาจากเด็กทุก กลุ่มเชื้อชาติ รวมถึงทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้กราฟใหม่ยังใช้ติดตามค่าดัชนีมวลกายได้ด้วย เมื่อเด็กมีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วน กราฟนี้ก็จะช่วยให้คุณหมอเด็กรู้ได้ทันที
ส่วนใหญ่คุณหมอเด็กจะเป็นผู้ตรวจพบ หรือวินิจฉัยความผิดปกติด้านการเจริญเติบโตมากกว่าพ่อแม่
ทว่าบางครั้ง เด็กที่ไม่ได้เติบโตเป็นปกติ ก็อาจจะหลุดลอดการสังเกตของหมอไปได้ การศึกษาในจดหมายเหตุโรคในวัยเด็กระบุว่า ตอนพาเด็กไปตรวจร่างกาย การวัดค่าการเติบโตในเด็กราวร้อยละ 70 ค่าที่วัดได้จะ
คลาดเคลื่อนไปประมาณ 1.25 เซนติเมตร
ดังนั้น ขณะที่พยาบาลวัดค่าการเติบโตให้ลูกอยู่ คุณก็ต้องคอยดูให้ดี และถ้าจำเป็นก็เข้าไปช่วยจับ
ลูกทารกที่ดิ้นไปดิ้นมาให้อยู่นิ่งๆ ซึ่งจะช่วยให้แน่ใจว่าเป็นการวัดที่ถูกต้อง และตรวจสอบดูอีกทีด้วยว่า
พยาบาลบันทึกข้อมูลนี้บนกราฟที่ถูกต้องตามวัยและเพศของลูกคุณหรือเปล่า
กราฟการเจริญเติบโต เครื่องมือที่คุณหมอใช้ประเมินให้แน่ใจว่าเด็กๆ เติบโตเป็นปกติ แต่เดิมจนมาถึงปี ค.ศ. 2002 จะยึดตามค่าเฉลี่ยของเด็กคอเคเซียน (ผิวขาว) ซึ่งเลี้ยงด้วยนมผสมเพียงกลุ่มเดียว แต่เนื่องจากทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ รวมถึงทารกฮิสปานิก (อเมริกันเชื้อสายสเปน) และเด็กเชื้อสายเอเชียน - อเมริกัน มักจะตัวเล็กกว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสม ดังนั้นปัจจุบันค่าเฉลี่ยของกราฟการเจริญเติบโต จึงได้มาจากเด็กทุก กลุ่มเชื้อชาติ รวมถึงทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้กราฟใหม่ยังใช้ติดตามค่าดัชนีมวลกายได้ด้วย เมื่อเด็กมีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วน กราฟนี้ก็จะช่วยให้คุณหมอเด็กรู้ได้ทันที
ส่วนใหญ่คุณหมอเด็กจะเป็นผู้ตรวจพบ หรือวินิจฉัยความผิดปกติด้านการเจริญเติบโตมากกว่าพ่อแม่
ทว่าบางครั้ง เด็กที่ไม่ได้เติบโตเป็นปกติ ก็อาจจะหลุดลอดการสังเกตของหมอไปได้ การศึกษาในจดหมายเหตุโรคในวัยเด็กระบุว่า ตอนพาเด็กไปตรวจร่างกาย การวัดค่าการเติบโตในเด็กราวร้อยละ 70 ค่าที่วัดได้จะ
คลาดเคลื่อนไปประมาณ 1.25 เซนติเมตร
ดังนั้น ขณะที่พยาบาลวัดค่าการเติบโตให้ลูกอยู่ คุณก็ต้องคอยดูให้ดี และถ้าจำเป็นก็เข้าไปช่วยจับ
ลูกทารกที่ดิ้นไปดิ้นมาให้อยู่นิ่งๆ ซึ่งจะช่วยให้แน่ใจว่าเป็นการวัดที่ถูกต้อง และตรวจสอบดูอีกทีด้วยว่า
พยาบาลบันทึกข้อมูลนี้บนกราฟที่ถูกต้องตามวัยและเพศของลูกคุณหรือเปล่า
สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกอาจมีความผิดปกติบางอย่าง ได้แก่
- ความสูงดูเหมือนจะคลาดเคลื่อน เมื่อพิจารณาจากความสูงของพ่อ แม่ หรือพี่น้อง
- น้ำหนักและส่วนสูงตกเกณฑ์เฉลี่ย (ดูล้อมกรอบ)
- เมื่อเปรียบเทียบปีต่อปีแล้ว ค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ลดลง 20 หน่วยหรือมากกว่า
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสูงมาก
- เข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วหรือช้ามาก
จากสัญญาณดังกล่าวข้างต้น มีบางกรณีที่คุณหมออาจแนะนำให้คุณได้พบแพทยผู้เชี่ยวชาญ แต่
ส่วนใหญ่แล้ว คุณก็แค่ต้องรอจนกว่าจะถึงช่วงของการโตแบบพรวดพราดคราวต่อไปเท่านั้นเอง แล้วจากนั้นคุณก็อาจจะต้องหาซื้อกางเกงตัวใหม่ให้ลูกอยู่เรื่อยๆ
ส่วนใหญ่แล้ว คุณก็แค่ต้องรอจนกว่าจะถึงช่วงของการโตแบบพรวดพราดคราวต่อไปเท่านั้นเอง แล้วจากนั้นคุณก็อาจจะต้องหาซื้อกางเกงตัวใหม่ให้ลูกอยู่เรื่อยๆ
ลูกควรหนักขึ้นเท่าไรและสูงเร็วแค่ไหน | |
| แรกเกิด - 12 เดือน: | ลูกวัยทารกจะสูงขึ้น 25 เซนติเมตร และหนักเป็นสามเท่าของน้ำหนักตัว ตอนแรกเกิด |
| 12 - 24 เดือน: | ลูกวัยเตาะแตะจะสูงขึ้น 12.5 เซนติเมตร และหนักขึ้นเกือบ 3 กิโลกรัม เทียบกับช่วงแรกเกิด |
| 2 - 10 ขวบ: | เด็กส่วนใหญ่จะเจริญเติบโตคงที่แล้ว คือในแต่ละปีจะสูงขึ้นราว 6.25 เซนติเมตร และหนักขึ้นเกือบ 3 กิโลกรัมต่อปี |
| วัยหนุ่มสาว: | ลูกผู้หญิงจะสูงขึ้น 22.5 เซนติเมตร และหนักขึ้น 7 - 25 กิโลกรัม ลูกผู้ชายจะสูงขึ้น 27.5 เซนติเมตร และอาจหนักขึ้นถึงเกือบ 30 กิโลกรัม เทียบกับวัยเด็ก |
วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
อารมณ์แปรปรวน ควรทำอย่างไร
ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ถ้าปล่อยให้ความเครียดเกาะกินใจ
เป็นเวลานานจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจได้
สาเหตุของความเครียดที่ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศ สภาพการจราจรที่คับคั่ง ความเครียดจากการทำงาน หรือแม้แต่บุคคลต่างๆ ที่รายล้อมตัวคุณ เรียกได้ว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย คงจะดีกว่าถ้าเราสามารถควบคุมอารมณ์ไม่ให้ความเครียดเข้ามาคุกคามชีวิตของ เราได้ อาหารที่เหมาะสม เมื่อรู้ว่าต้องอยู่ใน ภาวะอารมณ์
แปรปรวน น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง
โดยสารอาหารที่ช่วยปรับสมดุลได้มีดังนี้
- วิตามินบี 6
- วิตามินซี
- กรดโฟลิก
- สังกะสี
นินที่ทำให้อารมณ์ของคุณดีขึ้น พร้อมรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่มีผลต่ออารมณ์ได้
วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ทับทิม' ผลไม้สูตรเด็ดป้องกันสมองเสื่อม!
บางสิ่งที่อยากลืมเรากับจำ บางสิ่งที่อยากจำเรากับลืม
ช่วงนี้ออน-อร ความจำไม่ค่อยดี ขี้หลงขี้ลืมอยู่บ่อยๆ
ทำให้หงุดหงิดตัวเองเหลือเกิน!!!
ช่วงนี้ออน-อร ความจำไม่ค่อยดี ขี้หลงขี้ลืมอยู่บ่อยๆ
ทำให้หงุดหงิดตัวเองเหลือเกิน!!!
ยังไม่แก่เลยเราขี้หลงขี้ลืมซะละ คงต้องหาตัวช่วยซะแล้ว
เห็นเค้าว่า.. "ทับทิม" ผลไม้คุมครองความจำ ป้องกันอาการหลงๆ ลืมๆ
บำรุงผิวพรรณ ต่อต้านสารอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็ง สรรพคุณเหนือคณานับ
เห็นเค้าว่า.. "ทับทิม" ผลไม้คุมครองความจำ ป้องกันอาการหลงๆ ลืมๆ
บำรุงผิวพรรณ ต่อต้านสารอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็ง สรรพคุณเหนือคณานับ
รู้แล้วจะช้าอยู่ใยรีบหามากินกันดีกว่า... เดี๋ยวนี้ก็มีทั้งน้ำทับทิมคั้นแบบสด
แบบพลาสเจอร์ไรน์ใส่ขวด ใส่กล่อง หรือจะกินแบบเม็ดจากลูกสดๆ ก็ดีมีให้เลือกมากมาย
แบบพลาสเจอร์ไรน์ใส่ขวด ใส่กล่อง หรือจะกินแบบเม็ดจากลูกสดๆ ก็ดีมีให้เลือกมากมาย
ออน-อร ขอหยิบเครื่องดื่มสูตรเด็ด ‘Red Shooter’ ของคุณพล ตัณฑเสถียร
ที่อุดมไปด้วยคุณค่าวิตามินซี ชะลอความแก่ มาฝากเพื่อนๆให้ได้ลองชิมกัน
ส่วนผสมผลไม้ที่ต้องเตรียม คือ.... ทับทิม, แตงโม, มะนาว, ส้ม และสับปะรด
ที่อุดมไปด้วยคุณค่าวิตามินซี ชะลอความแก่ มาฝากเพื่อนๆให้ได้ลองชิมกัน
ส่วนผสมผลไม้ที่ต้องเตรียม คือ.... ทับทิม, แตงโม, มะนาว, ส้ม และสับปะรด
เริ่มลงมือแกะเมล็ดทับทิมออกจากผล แล้วใส่รวมกันในผ้าขาวบาง บีบคั้นเอาแต่น้ำ
ส่วนผลไม้ชนิดอื่นๆ นำไปคั้นเอาแต่น้ำเช่นกัน เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้ว
ให้นำไปผสมรวมกัน จากนั้นนำไปเขย่ารวมกับน้ำแข็งก้อนใหญ่เพียงชั่วครู่
ก็จะได้เครื่องดื่มรสเปรี้ยวอมหวานเย็นๆ พร้อมดื่มได้ทันที
ส่วนผลไม้ชนิดอื่นๆ นำไปคั้นเอาแต่น้ำเช่นกัน เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้ว
ให้นำไปผสมรวมกัน จากนั้นนำไปเขย่ารวมกับน้ำแข็งก้อนใหญ่เพียงชั่วครู่
ก็จะได้เครื่องดื่มรสเปรี้ยวอมหวานเย็นๆ พร้อมดื่มได้ทันที
แหล่งที่มา:
TeeNeeวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Animal Therapy เพื่อนรักบำบัดโรค
สัตว์บำบัด (Animal Therapy) เป็นศาสตร์หนึ่งของการแพทย์ทางเลือก
ซึ่งแพร่หลายในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคทางจิตเวช และกล้ามเนื้อ
เข้ามามีบทบาทเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ การบำบัดเด็กพิเศษด้วยม้าหรืออาชาบำบัด โดยกองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้บริการแก่เด็กที่มีความผิดปกติต่างๆ เช่นออทิสติก พิการทางสมอง ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สมาธิสั้น พัฒนาการไม่เป็นไปตามวัย
ข้อดีของอาชาบำบัด คือ เวลาขี่ม้าร่างกายจะถูกกระตุ้นและทำงานประสานกันอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้
สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมอาชาบำบัดติดต่อได้ที่กองกำกับการ 4 (ตำรวจม้า) เปิดให้บริการบำบัดเด็กพิเศษทุกวันอังคารและพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 9.00-12.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
นอกจากอาชาบำบัดแล้วสัตว์เลี้ยงบำบัด หรือ Pet Therapy ก็ช่วยผู้มีอาการบาดเจ็บ เด็กและผู้สูงอายุให้มีสุขภาพกาย สุขภาพใจดีขึ้นได้ เพราะเมื่อเล่นกับสัตว์เลี้ยง ได้แปรงขน ให้อาหาร หรือจูงสัตว์เลี้ยงเดินเล่น
ก็เป็นการฝึกพัฒนากล้ามเนื้อไปพร้อมกับบำบัดจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด อีกด้วย
ส่วนผู้ป่วยที่ลุกออกจากเตียงไม่ได้ การเห็นหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยงตัวโปรดจะช่วยให้ลืมความเจ็บปวดจากโรคร้ายและยืดเวลาของผู้ป่วยให้นานขึ้น จากผลการสำรวจผู้ป่วย 92 รายในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ในนิวยอร์กพบว่า ผู้ป่วยที่มีสัตว์เลี้ยงอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง เนื่องจากสัมผัสจากสัตว์เลี้ยงช่วยลดความดันโลหิต ปรับสมดุลความเครียด จึงทำให้ร่างกายและจิตใจสดใสแข็งแรง หรือแม้แต่ในเด็กพิเศษ สัมผัสและกิริยาที่ใสซื่อของสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้เด็กเหล่านี้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง และมีชีวิตที่ปกติในสังคมได้
ออฟฟิศซินโดรม โรคฮิตของสาวออฟฟิศ
ถ้าถามว่าตอนนี้โรคไหนฮิตที่สุดในหมู่คนทำงาน หนึ่งในนั้นคงต้องมี ออฟฟิศ
ซินโดรม (Office Syndrome) ติดโผอยู่เป็นแน่
เหล่านี้ ไม่เพียง บั่นทอนสุขภาพ แต่ยังทำให้ ศักยภาพ ของคนทำงานถดถอยลงด้วย
วิธีสังเกตุว่าคุณเข้าข่ายออฟฟิศซินโดรมหรือยัง คือ
ดูว่าเมื่อมาถึงที่ทำงานตอนเช้า ร่างกายก็ปกติดี แต่พอทำงานไปสักพักจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย เช่น ไอ จาม ปวดเมื่อยคอ ตาพร่า บางครั้งหูอื้อ เมื่อปรับเปลี่ยนท่าทางลุกขึ้นบิดเนื้อบิดตัวจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่
ซึ่งจุดปวดที่พบบ่อยได้แก่ คอ สะบักและศีรษะ เพราะร่างกาย
ช่วงบนต้องจดจ่ออยู่กับ โต๊ะทำงาน หรือคอมพิวเตอร์ นานๆ
ส่วนจุดปวดที่พบรองลงไปคือบริเวณหลัง
ความปวดเมื่อยนั้นเกิดจากการที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว กล้ามเนื้อเกร็งตัว และข้อพับต่างๆ หักงอเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ถ้าเป็นมากอาจก่อกวนระบบประสาทอัตโนมัติบริเวณคอ ศีรษะ และอาจทำให้ถึงขั้นวูบได้
ยิ่งถ้ามีความเครียดหรือความกดดันเข้ามาประกอบด้วย ก็ยิ่งเร่งให้อาการออฟฟิศซินโดรม รุนแรงและชัดเจน
ยิ่งขึ้น
วิธีแก้ คือ
- สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น และฝึกสมาธิไปในตัว เช่น
โยคะ จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ - ปรับไลฟ์สไตล์ในการทำงาน เช่น พักสายตาจากงานทุกครึ่งชั่วโมง เปลี่ยนท่าทางขณะทำงาน ไม่อยู่ในท่าเดิมนานๆ ปรับเก้าอี้และโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับสรีระ เก้าอี้ที่ดีนั่งแล้วเท้าต้องไม่ลอย และไม่เตี้ยจนเกินไป ก้นต้องเข้าไปถึงมุมพับของเก้าอี้ พนักพิงตั้งฉากและปรับเอนได้ 10-15 องศา ที่วางมือต้องอยู่ระดับข้อศอก ศีรษะ คอ และบ่าอยู่ในแนวตรง จอคอมพิวเตอร์ต้องพอดีกับระดับสายตา
- ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังควรไปพบแพทย์และทำกายภาพบำบัด สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 45-60 นาที สังเกตว่าอาการมึนปวดศีรษะลดลงมากน้อยเพียงไร โดยทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
โรคภัยไข้เจ็บแม้จะอยู่ใกล้ตัว แต่เราก็สามารถป้องกันได้ เพียงแค่รู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ไม่ฝืนทำงานหนัก พักผ่อนบ้างเมื่อร่างกายอ่อนล้าเท่านั้นเอง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








