วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ทับทิม' ผลไม้สูตรเด็ดป้องกันสมองเสื่อม!


บางสิ่งที่อยากลืมเรากับจำ  บางสิ่งที่อยากจำเรากับลืม
ช่วงนี้ออน-อร ความจำไม่ค่อยดี ขี้หลงขี้ลืมอยู่บ่อยๆ
ทำให้หงุดหงิดตัวเองเหลือเกิน!!!
ยังไม่แก่เลยเราขี้หลงขี้ลืมซะละ  คงต้องหาตัวช่วยซะแล้ว
เห็นเค้าว่า.. "ทับทิม" ผลไม้คุมครองความจำ ป้องกันอาการหลงๆ ลืมๆ
บำรุงผิวพรรณ  ต่อต้านสารอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็ง สรรพคุณเหนือคณานับ
รู้แล้วจะช้าอยู่ใยรีบหามากินกันดีกว่า... เดี๋ยวนี้ก็มีทั้งน้ำทับทิมคั้นแบบสด
แบบพลาสเจอร์ไรน์ใส่ขวด ใส่กล่อง หรือจะกินแบบเม็ดจากลูกสดๆ ก็ดีมีให้เลือกมากมาย
ออน-อร ขอหยิบเครื่องดื่มสูตรเด็ด ‘Red Shooter’ ของคุณพล ตัณฑเสถียร
ที่อุดมไปด้วยคุณค่าวิตามินซี ชะลอความแก่ มาฝากเพื่อนๆให้ได้ลองชิมกัน
ส่วนผสมผลไม้ที่ต้องเตรียม คือ.... ทับทิม, แตงโม, มะนาว, ส้ม และสับปะรด
เริ่มลงมือแกะเมล็ดทับทิมออกจากผล แล้วใส่รวมกันในผ้าขาวบาง บีบคั้นเอาแต่น้ำ
ส่วนผลไม้ชนิดอื่นๆ นำไปคั้นเอาแต่น้ำเช่นกัน เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้ว
ให้นำไปผสมรวมกัน จากนั้นนำไปเขย่ารวมกับน้ำแข็งก้อนใหญ่เพียงชั่วครู่
ก็จะได้เครื่องดื่มรสเปรี้ยวอมหวานเย็นๆ พร้อมดื่มได้ทันที
แหล่งที่มา: 
TeeNee

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Animal Therapy เพื่อนรักบำบัดโรค

สัตว์บำบัด (Animal Therapy) เป็นศาสตร์หนึ่งของการแพทย์ทางเลือก
ซึ่งแพร่หลายในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคทางจิตเวช และกล้ามเนื้อ

แต่สำหรับการแพทย์ทางเลือกของไทย สัตว์บำบัดที่
เข้ามามีบทบาทเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ การบำบัดเด็กพิเศษด้วยม้าหรืออาชาบำบัด โดยกองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้บริการแก่เด็กที่มีความผิดปกติต่างๆ เช่นออทิสติก พิการทางสมอง ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สมาธิสั้น พัฒนาการไม่เป็นไปตามวัย


ข้อดีของอาชาบำบัด คือ เวลาขี่ม้าร่างกายจะถูกกระตุ้นและทำงานประสานกันอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้


สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมอาชาบำบัดติดต่อได้ที่กองกำกับการ 4 (ตำรวจม้า) เปิดให้บริการบำบัดเด็กพิเศษทุกวันอังคารและพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 9.00-12.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


นอกจากอาชาบำบัดแล้วสัตว์เลี้ยงบำบัด หรือ Pet Therapy ก็ช่วยผู้มีอาการบาดเจ็บ เด็กและผู้สูงอายุให้มีสุขภาพกาย สุขภาพใจดีขึ้นได้ เพราะเมื่อเล่นกับสัตว์เลี้ยง ได้แปรงขน ให้อาหาร หรือจูงสัตว์เลี้ยงเดินเล่น
ก็เป็นการฝึกพัฒนากล้ามเนื้อไปพร้อมกับบำบัดจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด อีกด้วย


ส่วนผู้ป่วยที่ลุกออกจากเตียงไม่ได้ การเห็นหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยงตัวโปรดจะช่วยให้ลืมความเจ็บปวดจากโรคร้ายและยืดเวลาของผู้ป่วยให้นานขึ้น จากผลการสำรวจผู้ป่วย 92 รายในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ในนิวยอร์กพบว่า ผู้ป่วยที่มีสัตว์เลี้ยงอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง เนื่องจากสัมผัสจากสัตว์เลี้ยงช่วยลดความดันโลหิต ปรับสมดุลความเครียด จึงทำให้ร่างกายและจิตใจสดใสแข็งแรง หรือแม้แต่ในเด็กพิเศษ สัมผัสและกิริยาที่ใสซื่อของสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้เด็กเหล่านี้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง และมีชีวิตที่ปกติในสังคมได้




 hf



Website Hosting

ออฟฟิศซินโดรม โรคฮิตของสาวออฟฟิศ

ถ้าถามว่าตอนนี้โรคไหนฮิตที่สุดในหมู่คนทำงาน หนึ่งในนั้นคงต้องมี ออฟฟิศ

ซินโดรม (Office Syndrome) ติดโผอยู่เป็นแน่

อาการของออฟฟิศซินโดรม จะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมในที่ทำงานและลักษณะของงาน เช่น ถ้าอยู่ใน ห้องแอร์ อากาศถ่ายเทไม่สะดวกแอร์เย็นไปหรือร้อนไปคนทำงาน มักมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้


แต่ถ้านั่งทำงานอยู่หน้า คอมพิวเตอร์นานๆไม่ค่อย เคลื่อนไหว กล้ามเนื้อ จะมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง บริเวณเส้นเอ็น ที่ข้อมือ ข้อนิ้วอักเสบเนื่องจาก กำเมาส์คอมพิวเตอร์ ไว้ตลอด อาการ
เหล่านี้ ไม่เพียง บั่นทอนสุขภาพ แต่ยังทำให้ ศักยภาพ  ของคนทำงานถดถอยลงด้วย


วิธีสังเกตุว่าคุณเข้าข่ายออฟฟิศซินโดรมหรือยัง คือ
ดูว่าเมื่อมาถึงที่ทำงานตอนเช้า ร่างกายก็ปกติดี แต่พอทำงานไปสักพักจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย เช่น ไอ จาม ปวดเมื่อยคอ ตาพร่า บางครั้งหูอื้อ เมื่อปรับเปลี่ยนท่าทางลุกขึ้นบิดเนื้อบิดตัวจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่


ซึ่งจุดปวดที่พบบ่อยได้แก่ คอ สะบักและศีรษะ เพราะร่างกาย
ช่วงบนต้องจดจ่ออยู่กับ โต๊ะทำงาน หรือคอมพิวเตอร์ นานๆ
ส่วนจุดปวดที่พบรองลงไปคือบริเวณหลัง


ความปวดเมื่อยนั้นเกิดจากการที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว กล้ามเนื้อเกร็งตัว และข้อพับต่างๆ หักงอเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ถ้าเป็นมากอาจก่อกวนระบบประสาทอัตโนมัติบริเวณคอ ศีรษะ และอาจทำให้ถึงขั้นวูบได้


ยิ่งถ้ามีความเครียดหรือความกดดันเข้ามาประกอบด้วย ก็ยิ่งเร่งให้อาการออฟฟิศซินโดรม รุนแรงและชัดเจน
ยิ่งขึ้น


วิธีแก้ คือ
  1. สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น และฝึกสมาธิไปในตัว เช่น
    โยคะ จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้
  2. ปรับไลฟ์สไตล์ในการทำงาน เช่น พักสายตาจากงานทุกครึ่งชั่วโมง เปลี่ยนท่าทางขณะทำงาน ไม่อยู่ในท่าเดิมนานๆ ปรับเก้าอี้และโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับสรีระ เก้าอี้ที่ดีนั่งแล้วเท้าต้องไม่ลอย และไม่เตี้ยจนเกินไป ก้นต้องเข้าไปถึงมุมพับของเก้าอี้ พนักพิงตั้งฉากและปรับเอนได้ 10-15 องศา ที่วางมือต้องอยู่ระดับข้อศอก ศีรษะ คอ และบ่าอยู่ในแนวตรง จอคอมพิวเตอร์ต้องพอดีกับระดับสายตา
  3. ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังควรไปพบแพทย์และทำกายภาพบำบัด สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 45-60 นาที สังเกตว่าอาการมึนปวดศีรษะลดลงมากน้อยเพียงไร โดยทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
โรคภัยไข้เจ็บแม้จะอยู่ใกล้ตัว แต่เราก็สามารถป้องกันได้ เพียงแค่รู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ไม่ฝืนทำงานหนัก พักผ่อนบ้างเมื่อร่างกายอ่อนล้าเท่านั้นเอง





Web Hosting